
ศอ.ปกป.ภาค 3 สน.ยกระดับการใช้กำลังภาคพื้นเสริม 5 จังหวัดพร้อมระดมอากาศยานดับไฟ ภายหลังตั้งเครือข่ายปฏิบัติการบินควบคุมไฟป่า(ภาคอากาศ)วางแผนการใช้ตามคำขอแต่ละพื้นที่
เมื่อ 16 เม.ย. 69 เวลา 0800 ที่ ศอ.ปกป.ภาค 3 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 / ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 มอบหมายให้พลโท ชายแดน กฤษณสุวรรณ แม่ทัพน้อยที่ 3 ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 ส่วนหน้าติดตามสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันโดยมีการประชุมร่วมกับภาคีเครือข่ายการสนับสนุนการปฏิบัติการบินควบคุมไฟป่า(อากาศยาน)กับทีมนักบิน Mi-17 จาก พัน.บ.ฉก.,ทีมนักบิน เฮลิคอปเตอร์ KA-32 จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย,ทีมนักบินจากกองทัพอากาศ และ ทีมนักบินจากกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพื่อแบ่งมอบเป้าหมายการปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวทางการบิน ทั้งนี้จาการติดตามสถานการณ์ ห้วง 1 ธันวาคม 2568 – 14 เมษายน 2569 พบว่าภาคเหนือเกิดจุดความร้อนสะสมจำนวน 72,527 จุด เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 18,328 จุด คิดเป็นร้อยละ 25.27 สูงสุดที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน 11,702 จุด, รองลงมาคือ จังหวัดเชียงใหม่ 8,937 จุด และ จังหวัดลำปาง 8,121 จุด โดยจังหวัดที่มีจุดความร้อนเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาสูงสุด 3 จังหวัด ได้แก่จังหวัดเชียงราย เพิ่มขึ้น 2,627 จุด คิดเป็นร้อยละ 73.71 จังหวัดเชียงใหม่ เพิ่มขึ้น 4,645 จุด คิดเป็นร้อยละ 51.97 และ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพิ่มขึ้น 4,311 จุด คิดเป็นร้อยละ 36.84 จุดความร้อนส่วนมากเกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่เขต สปก. โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าที่มีมากกว่า 59,933 จุด



ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่าห้วงเวลาดังกล่าวเกิดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อยู่ที่ 4.00 – 343.90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร คุณภาพอากาศส่วนใหญ่อยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ จำนวนวันเกินเกณฑ์มาตราฐาน จำนวน 112 วัน โดยเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดเชียงราย เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาในห้วงเวลาเดียวกันพบค่าฝุ่นยังคงลดลงถึงร้อยละ 34.94 โดยจังหวัดพิษณุโลกมีค่าฝุ่นเกินเกณฑ์มากที่สุดจำนวน 73 วัน
ภายใต้การอำนวยการของ พลโท วรเทพ บุญญะ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 ได้จัดกำลัง 42 ชุดปฏิบัติการ 254 นาย สนับสนุน จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำปาง จังหวัดเชียงราย และ จังหวัดน่าน เพื่อร่วมปฏิบัติภารกิจในการลาดตระเวน เฝ้าระวัง และดับไฟป่า ตามที่ ผู้ว่าราชการจังหวัด ร้องขอ



อย่างไรก็ตามในส่วนของการใช้อากาศยานเพื่อบินลาดตระเวน และดับไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ ห้วงวันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 14 เมษายน 2569 ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 ได้บูรณาการสนับสนุน MI-17 ปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟป่า จำนวน 20 เที่ยวบิน ปริมาณน้ำ 70,000 ลิตร ,อากาศยานกองทัพอากาศ BT-67 ปฏิบัติการโปรยน้ำดับไฟป่า จำนวน 10 เที่ยวบิน ปริมาณน้ำ 30,000 ลิตร อากาศยาน AU-23 และ AT-6 ทำการลาดตระเวนทางอากาศ จำนวน 10 เที่ยวบิน ส่วนโดรนพระราชทาน ค้นหาจุดความร้อน จำนวน 16 เที่ยวบิน ,อากาศยาน KA–32 ปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟป่า จำนวน 230 เที่ยวบิน ปริมาณน้ำ 690,000 ลิตร
ขณะที่อากาศยาน จาก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม H-130 ปฏิบัติการ


ทิ้งน้ำดับไฟป่า จำนวน 1,466 เที่ยวบิน ปริมาณน้ำ 735,200 ลิตร ส่วนอากาศยาน จาก กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการบินดัดแปรสภาพอากาศ จำนวน 122 ครั้ง ปริมาณสาร 64,800 กิโลกรัม และ ปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟป่า จำนวน 51 เที่ยวบิน ปริมาณน้ำ 25,500 ลิตร ทั้งนี้เพื่อให้การใช้อากาศยานเกิดประสิทธิภาพ
ศูนย์ข่าวภาคเหนือ 24northernnews เชียงใหม่/รายงาน