
เชียงใหม่เปิดศึกไฟป่า–PM2.5 รอบใหม่ 8 อำเภอใต้ครอง 65% จุดเสี่ยง ฝนปี 69 ต่ำกว่าปกติ สั่งทุกหน่วยคุมเข้ม-ลดไฟให้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี
วันที่ 16 ก.พ. 69 เวลา 13.30 น. นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5แบบบูรณาการ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ , นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายกริชสยาม คงสตรี ผอ.สบอ.16 , นายสมคิด ปัญญาดี ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ , นางสาวณัชธน์กมล พ่อค้า นายอำเภอฮอด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม ณ อุทยานแห่งชาติออบหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และการประชุมผ่านออนไลน์




ที่ประชุมรับทราบรายงานสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันจังหวัดเชียงใหม่ การควบคุมไฟในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่เกษตร มาตรการด้านสาธารณสุข การใช้ระบบดาวเทียมติดตามจุดความร้อนรายวัน รวมถึงแนวทางสนับสนุนอากาศยานเข้าควบคุมไฟในพื้นที่ยากต่อการเข้าถึง และการบูรณาการความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชน ตามประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการฯ
นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดได้ประกาศห้ามเผาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 และเตรียมความพร้อมทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร เครื่องมือ เครื่องจักร และอากาศยานสนับสนุนการปฏิบัติการ ขณะนี้กำลังเข้าสู่ช่วงเผชิญเหตุ แม้สถิติจุดความร้อนและคุณภาพอากาศยังดีกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี แต่จากข้อมูลสภาพอากาศที่คาดว่าฝนน้อยและมีความแห้งแล้งสูง จึงต้องยกระดับมาตรการเชิงรุก โดยเฉพาะพื้นที่โซนใต้ 8 อำเภอ ซึ่งคิดเป็น 65% ของไฟทั้งหมด ต้องทำให้จำนวนไฟลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมกำชับการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการได้สิทธิ–เสียสิทธิประโยชน์ด้านการทำกินและการสนับสนุนจากภาครัฐ




กรณีไฟป่านอกฤดูในพื้นที่อำเภอแม่ออน ได้ใช้อากาศยานเข้าควบคุมสถานการณ์เรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันเริ่มพบไฟในอำเภอเชียงดาวและอำเภอสันทราย ส่วนสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษอยู่ในอำเภอดอยเต่า และบริเวณอุทยานแห่งชาติออบหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ มีใบไม้แห้งสะสมจำนวนมาก ทำให้เชื้อเพลิงสูงและเสี่ยงลุกลามง่าย จังหวัดเชียงใหม่ยืนยันเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน ควบคุมค่า PM2.5 ไม่ให้เกินมาตรฐานกรมควบคุมมลพิษ และลดจำนวนไฟป่าให้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2569 นี้.

ด้าน นายกริชสยาม คงสตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 สถานการณ์ยังไม่รุนแรง แต่ช่วง 1–2 สัปดาห์ที่ผ่านมาไฟเริ่มขยายเข้าสู่โซนใต้ จากเดิมที่เกิดในจังหวัดตากและลำพูน ปัจจุบันพื้นที่น่ากังวลคืออำเภอดอยเต่าและพื้นที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง จึงเพิ่มความเข้มงวดลาดตระเวน ปิดป่าในบางจุด และกำหนดให้ผู้เข้าป่าลงทะเบียน พร้อมปรับแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงแบบแปลงขนาดเล็กในพื้นที่ไฟไหม้ซ้ำซาก ยึดหลักวิชาการตามมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ที่ผ่านมา การบริหารจัดการเชื้อเพลิงทำได้ไม่เกิน 3% ของแผน เนื่องจากข้อจำกัดด้านสภาพอากาศและผลกระทบต่อประชาชน พร้อมเดินหน้าทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) บริหารจัดการกลุ่มป่าร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 ในพื้นที่กลุ่มป่าเขื่อนภูมิพล เพื่อแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการไร้รอยต่อ


ขณะที่ นางสาวณัชธน์กมล พ่อค้า กล่าวว่า อำเภอฮอดกำหนด 25 หมู่บ้านใน 5 ตำบล เป็นพื้นที่ “เรดโซน” จากทั้งหมด 61 หมู่บ้าน พร้อมจัดทำประชาคมกำหนดกติกาหมู่บ้าน กำหนดบทลงโทษปรับเงินผู้ลักลอบเผา และให้รางวัลนำจับ 500 บาท บางหมู่บ้านให้รางวัล 1,500 บาท และปรับสูงสุด 5,000 บาท หากกระทำผิดซ้ำครั้งที่สองจะส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยสถิติปี 2567 พบจุดความร้อนกว่า 1,300 จุด ปี 2568 ลดลงเหลือกว่า 700 จุด ลดลง 43% และปี 2569 ขณะนี้สถิติไฟป่าในพื้นที่อำเภอฮอดยังเป็นศูนย์
ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือรายงานการคาดการณ์สภาพอากาศช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม 2569 โดยภาพรวมปริมาณฝนมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าปกติหลายเดือน โดยเฉพาะเดือนมีนาคม–พฤษภาคม ซึ่งอาจส่งผลให้ความแห้งแล้งสะสมเพิ่มขึ้น เดือนมกราคมค่าปกติ 11.3 มม. คาดการณ์ 10–20 มม. ใกล้เคียงหรือสูงกว่าปกติเล็กน้อย เดือนกุมภาพันธ์ค่าปกติ 9 มม. คาดการณ์ต่ำกว่า 10 มม. ใกล้เคียงค่าปกติ เดือนมีนาคมค่าปกติ 20 มม. คาดการณ์ 5–15 มม. ต่ำกว่าปกติ เดือนเมษายนค่าปกติ 54.3 มม. คาดการณ์ 30–40 มม. ต่ำกว่าปกติเล็กน้อย และเดือนพฤษภาคมค่าปกติ 167.5 มม. คาดการณ์ 120–150 มม. ต่ำกว่าปกติอย่างชัดเจน สะท้อนแนวโน้มฝนน้อยกว่าปีก่อน ส่งผลต่อการระบายอากาศและความเสี่ยงไฟป่า
ศูนย์ข่าวภาคเหนือ 24northernnews เชียงใหม่/รายงาน