อาชญากรรม » เชียงใหม่-สืบภาค 9 ตามล่าข้ามจังหวัด!!!ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ประวัติโชกโชน หลังหนีมากลบดานบ้านแฟนสาวท้องที่สารภี ค่าหัว 80,000 บ.

เชียงใหม่-สืบภาค 9 ตามล่าข้ามจังหวัด!!!ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ประวัติโชกโชน หลังหนีมากลบดานบ้านแฟนสาวท้องที่สารภี ค่าหัว 80,000 บ.

11 ตุลาคม 2025
215   0

Social Share

เชียงใหม่-สืบภาค 9 ตามล่าข้ามจังหวัด!!!ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ประวัติโชกโชน หลังหนีมากลบดานบ้านแฟนสาวท้องที่สารภี ค่าหัว 80,000 บ.

เมื่อวันที่ 11 ตค 68 ทางกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ โดย พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก ภ จ เชียงใหม่ ได้รับการประสานจาก ตำรวจภูธรภาค 9 นำโดย พ.ด.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ รอง ผบก.สส.ภ.9/หน.ศนรด ว่า มีผู้ต้องหารายสำคัญได้หลบหนีมากบดาลในเขตท้องที่ อ สารภี และ อ เมืองเชียงใหม่ จึงได้สั่งการให้ ตำรวจ สภ ช้างเผือก อ เมืองเชียงใหม่ นำโดย พ.ต.อ.เสวก ชูศิริ ผกก สภ ช้างเผือก และ พ.ต.อ.จิรภาส ศักดิ์สูง ผกก.สภ.สารภี นำกำลังเข้าตรวจสอบและร่วมจับกุมตัวผู้ต้องหาดังกล่าว

พ.ต.อ.จิรภาส ศักดิ์สูง ผกก สภ สารภี เชียงใหม่ ได้เปิดเผยว่่า จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหารายสำคัญดังกล่าวได้หนีมากบดาลในเขตท้องที่ อ สารภี เชียงใหม่ จึงได้แจ้งให้กับชุดทำงานทั้งสองตำรวจภาค 9 ตำรวจท้องที่ สภ ช้างเผือก และของ สภ สารภี เข้าตรวจสอบ และสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ในที่สุด คือ นายกิตติพศ น้ำผุด อายุ 31 ปี อยู่บ้านเดิมเลขที่269/17 ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง ตามหมายจับศาลจังหวัดสตูล ซึ่งต้องพาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดครองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด หรือหน่วงเนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด” และนายกิดพิพศ น้ำผุด ยังเป็นบุคคลตามหมายจับในบัญชีประกาศสืบจับและอัตราเงินสินบนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2568 ลำดับที่ 189 อัตราเงินสินบน จำนวน 80,000 บาท สถานที่จับกุม บ้านเลขที่ 293/6 ม.6 ต.ยางเนิ้ง อ.สารภี เชียงใหม่ ช่วงเวลา 07.20 น วันที่ 10 ตค 68 โดยได้ควบคุมต้วผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ นำตัวส่งไปยง สภ ละงู จ สตูล

พ.ต.อ.จิรภาส ศักดิ์สูง ผกก สภ สารภี เชียงใหม่ ได้เปิดเผยว่า พฤติการณ์ในการจับกุม ก่อนทำการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้สืบทราบว่านายกิตติพศ น้ำผุด ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดสตูล ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่งคำไถ่ เอาตัวบุคคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบจำผิดครองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด หรือหน่วงเนี่ยวหรือกักชังบุคคลใด ” ได้หลบหนีการติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่ ตำรวจมาพักอาศัยอยู่กับแฟนสาวอยู่ที่บ้านเช่าแห่งหนึ่งใน จวเชียงใหม่

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนจนทราบว่านายกิตติพศฯได้หลบหนีมาพักอาศัยอยู่กับแฟนสาวที่บ้านเช่าเลขที่ 293/6 ม.6 ต.ยางนิ้ง อ.สารถี จวเชียงใหม่ จึงได้ทำการขออนุมัติ หมายค้นต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2568 เพื่อทำการตรวจค้นบ้านเช่าเลชที่ 293/6 ม.6 ต.ยางเนิ้ง อ.สารภี จว.เชียงใหม่ เพื่อพบและทำการจับกุมตัวนายกิตติพศฯ บุคคลตามหมายจับและเพื่อพบและยึดสิ่งของผิดกฎหมาย

จนกระทั่งวันที่ ( 10 ตุลคม 2568 )ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ร่วมกันบูรณาการกำลังเข้าทำการตรวจค้นบ้านเป้าหมายตามหมายค้นดังกล่าว เมื่อเดินทางไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้วางกำลังลังล้อมบ้านหลังดังกล่าวไว้และได้ส่งสัญญาณเสียงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเรียกให้บุคคลภายในบ้านเปิดประตู จากนั้นได้มีบุคคลเพศชายและเพศหญิง

เดินอยู่ในบ้านและเดินออกมาเปิดประตูบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและได้ทำการสอบถามชื่อสกุลของบุคคลทั้งสอง ทราบชื่อคือนายกิตติพศ น้ำผุด และ น.ส.มวิภา เครือสุวรรรณ์ และรับว่าเป็นผู้ ครอบครองบ้านตามหมายค้นดังกล่าวข้างต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แสดงหมายค้นของศาลจังหวัดเชียงใหม่

และได้แสดงหมายหมายจับศาลจังหวัดสตูล และภายถ่ายทะเบียนราษฎร์ให้นายกิตติพศฯ ดูจนแน่ใจแล้วว่าเป็นบุคคลเป้าหมายตามหมายจับจริง นายกิตติพศฯ รับว่าตนเองเป็นบุคคลตามหมายจับนี้จริงและไม่เคยถูกจับตามหมายจับนี้มาก่อน ซึ่งในชั้นจับกุมผู้ต้องหา ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

นอกจากนี้ ผู้ต้องหารายนี้ ยังมีคดี โดยในปี 2556 มีคดีถูกตำรวจ สภ.กันตัง จับกุม ข้อหา ขับขี่รถยนต์สาธารณะ หรือ จักรยานยนต์สารธารณะแล้วเสพยาเสพติด เสพวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท,เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และ ตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมข้อหา เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 จากนั้น วันที่ 16 ต.ค.58 ที่ผ่านมา เคยก่อเหตุเปิดศึกดวลปืนกับคู่อริ หน้าศาลเจ้าพ่อหมื่นราม ถ.รัษฎา ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง ในงานถือกินเจ ทำให้มีผู้เจ็บสาหัส 2 คน ซึ่งหลังก่อเหตุก็ถูกตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมได้

และ ปี 2557 ตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมข้อหา มีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และ ปีเดียวกัน ถูกตำรวจ สภ.นาโยง จับกุม ข้อหา ผลิต นำเข้า จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 67 รวมกับพวก 5 คน ยังก่อเหตุนำตัวหญิงสาวออกมาจากบ้าน โดยข่มขู่ว่าให้ขึ้นรถแล้วพาตัวไปที่คอกวัวใน อ.ห้วยยอด จ.ตรัง จากนั้นก็บังคับให้หญิงคนนี้ โทร.ติดต่อคนรู้จักให้มาพบที่คอกวัว เพื่อเจราจาปัญหาส่วนตัว ก่อนที่ 1 ในคนร้าย จะก่อเหตุใช้ไม้เบสบอลตีทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บ และ คนร้ายอีกคนในกลุ่มใช้อาวุธปืนข่มขู่และตบที่ศีรษะ 1 ครั้ง พร้อมทั้งในกลุ่มเตะที่ลำตัวหลายครั้ง เพื่อขู่บังคับให้ ผู้เสียหายทั้ง 2 คน หาเงินมาให้กลุ่มคนร้าย เพื่อแลกกับการปล่อยตัวกลับ

โดยบังคับให้ หญิงที่อุ้มตัวไป ถอดสร้อยคอทองคำ จำนวน 1 เส้น, จี้ทองคำ จำนวน 1 เส้น, สร้อยข้อมือทองคำ จำนวน 1 เส้น และ แหวนทองคำ จำนวน 1 วง ให้กลุ่มคนร้าย และ นายบิ๊ก ไปค้นรถยนต์ ที่นายอภิสิทธิ์ ขับไปหา ก็ยึดเงินสด จำนวน 18,000 บาท และโทรศัพท์ไอโฟน 13 จำนวน 1 เครื่อง ไปด้วย จากนั้นกลุ่มคนร้าย ยังขู่บังคับให้นายอภิสิทธิ์ โทรกลับมาหาญาติ ให้หาเงินจำนวน 550,000 บาท ไปไถ่ตัวคืน หากได้เงินไม่ครบตามจำนวน กลุ่มคนร้ายจะไม่รับรองความปลอดภัย พร้อมกับทำร้ายร่างกาย ใช้อาวุธมีดแทงนายอภิสิทธิ์ ที่ต้นขาซ้าย และต้นแขนซ้าย จนบาดเจ็บ แล้วยังนำตัวหญิงคนดังกล่าวไปกดเงินสดจากตู้เอทีเอ้ม ที่ธนาคาร 2 แห่ง ในเมืองพัทลุง จำนวน 150,000 บาท จากนั้นนำตัวหญิงคนนี้ กลับไปจังหวัดตรัง พร้อมขู่บังคับให้ผู้เสียหายหาเงินให้ครบ เพื่อแลกปล่อยตัว และยังข่มขู่ หากไม่ครบ ก็จะส่งตัวไปประเทศพม่า

จากนั้นกลุ่มคนร้าย ยังนำผู้เสียหาย ตระเวนกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม จำนวน 57,700 บาท ในพื้นที่จังหวัดตรัง 2 ครั้ง แล้วนำผู้เสียหาย ไปส่งให้กลุ่มคนร้ายอีกกลุ่ม ที่อำเภอเมืองพัทลุง โดยอ้างว่า ต้องใช้หนี้ให้ทีมงานในเมืองพัทลุงด้วย หลังจากใช้หนี้ให้ทีมงานตรังแล้วเสร็จ ซึ่งหญิง ผู้เสียหายโอนเงินจำนวน 21,000 บาท ให้กลุ่มคนร้าย แต่ก็ยังไม่ถูกปล่อยตัว เพราะช่วงเย็น วันที่ 8 ส.ค.68 คนร้าย ยังนำหญิงผู้เสียหาย กับนายอภิสิทธิ์ ไปที่บ้านเช่าหลังหนึ่ง แล้วใช้ถุงดำคลุมศีรษะ ใช้โซ่รัดคอ ใช้เคเบิลไทร์รัดข้อมือ พาขึ้นรถไปยังบ้านอีกหลัง แล้วทำร้ายร่างกายนายอภิสิทธิ์ ทั้ง เตะ ต่อย ใช้ของแข็งทุบศีรษะ ใช้มีดกรีดแขนและขา นอกจากนี้ นายเบียร์ 1 ในคนร้ายยังใช้ก้นบุหรี่กดจี้ที่หลังเท้าขวานายอภิสิทธิ์หลายครั้ง จากนั้นก็ข่มขู่ หญิงผู้เสียหาย ให้โอนเงินที่เหลืออยู่ จำนวน 12,000 บาท พร้อมยึดโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟน รุ่น 15 โปร ไปด้วย จากนั้นกลุ่มคนร้าย พานายอภิสิทธิ์ ไปรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาลพัทลุง แล้วนำตัวกลับไปคุมไว้ในบ้านหลังหนึ่ง

ก่อนที่ญาตินายอภิสิทธิ์ จะแจ้งตำรวจว่า นายอภิสิทธิ์ และหญิงผู้เสียหาย ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ นำตัวขึ้นรถมุ่งหน้าไปจังหวัดเชียงราย ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ละงู ชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดตรัง และชุดสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 จึงติดตามรถคันดังกล่าว ก่อนพบว่า ช่วงตี 4 วันที่ 10 ส.ค.67 รถคันนี้ กำลังผ่านพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี จึงประสายตำรวจพื้นที่ สกัดรถกระบะ ต้องสงสัย ป้ายจังหวัดพัทลุง ไว้ได้ โดยพบ นายอภิสิทธิ์ พร้อมหญิงผู้เสียหาย และชายหญิง อีก 2 คน ทั้งหมดอยู่ในอาการตกใจ จากนั้นตำรวจนำตัวเดินทางไปยัง สภ.ละงู จังหวัดสตูล ซึ่งจากการสอบปากคำและรวบรวมหลักฐาน เชื่อว่านายอิสราพงศ์ และ น.ส.กรรณิการ์ ที่อยู่ในรถกระบะ ร่วมกับพวกนาย กิตติพศ ก่อเหตุอุ้ม เรียกค่าไถ่ผู้เสียหาย ซึ่งหญิงผู้เสียหายถูกรีดไถเงิน จำนวน 207,700 บาท ส่วนนายอภิสิทธิ์ ถูกรีดไถเงิน จำนวน 18,000 บาท นอกจากนี้ยังมี สร้อยข้อมือทองคำพร้อมจี้ น้ำหนักประมาณ 1 บาท 1 สลึง จำนวน 1 เส้น , สร้อยคอทองคำ น้ำหนักประมาณ 1 สลึง จำนวน 1 เส้น , แหวนทองคำ น้ำหนักประมาณ 1 สลึง จำนวน 1 วง , โทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟน รุ่น 15 โปร จำนวน 1 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟน รุ่น 13 โปร จำนวน 1 เครื่อง และ โทรศัพท์มือถือยี่ห้อวีโว่ รุ่นวาย 22 จำนวน 1 เครื่อง

 

ธนรักษ์ ศรีบุญเรือง

ศูนย์ข่าวภาคเหนือ 24northernnews เชียงใหม่/รายงาน